เจาะลึกคำศัพท์ HSK 1 ระบบใหม่ หมวดการทักทายและตัวเลขฉบับเรียนรู้จากประสบการณ์จริง


     สวัสดีครับทุกคน แต้มเองครับ วันนี้ผมอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ตรงจากการเริ่มต้นเรียนภาษาจีนของผมเองครับ หลายคนที่เพิ่งก้าวเข้ามาในโลกของภาษาจีนอาจจะรู้สึกว่ามันมีความซับซ้อนอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับระบบการสอบวัดระดับภาษาจีนแบบใหม่ล่าสุด หรือที่เรารู้จักกันในชื่อระบบสามจุดศูนย์ครับ ระบบนี้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเนื้อหาให้มีความเข้มข้นขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เน้นการนำไปใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วยครับ



     ผมยังจำความรู้สึกตอนที่ผมเดินทางไปเรียนที่ประเทศจีนในช่วงแรกได้ดีเลยครับ อากาศที่นั่นหนาวจับใจมาก แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นและท้าทายยิ่งกว่าสภาพอากาศก็คือเรื่องของการสื่อสารครับ ผมจึงได้ตระหนักเรียนรู้ด้วยตัวเองเลยว่า การปูพื้นฐานคำศัพท์ให้แน่นและถูกต้องตั้งแต่ก้าวแรกเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะหมวดคำศัพท์พื้นฐานอย่างการทักทายและการนับตัวเลขครับ



     วันนี้ผมเลยตั้งใจรวบรวมเนื้อหาและเทคนิคต่างๆ จากประสบการณ์ตรงที่ผมได้ไปสัมผัสมา นำมาเรียบเรียงให้ทุกคนได้ค่อยๆ ทำความเข้าใจกันไปทีละก้าวครับ รับรองว่าอ่านจบแล้วทุกคนจะสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมั่นใจแน่นอนครับ



ทำไมพินอินถึงเป็นหัวใจสำคัญของการเริ่มต้นเรียนภาษาจีน




     ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกคำศัพท์หมวดต่างๆ กัน ผมอยากเล่าให้ทุกคนฟังถึงความสำคัญของระบบเสียงพินอิน 拼音 pīnyīn อย่างลึกซึ้งครับ ตอนที่ผมเดินทางไปถึงเมืองจีนใหม่ๆ ผมพยายามพูดภาษาจีนด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่ปรากฏว่าคนจีนท้องถิ่นกลับฟังผมไม่เข้าใจเลยครับ ซึ่งสาเหตุหลักไม่ได้มาจากการที่ผมจำคำศัพท์ไม่ได้นะครับ แต่เป็นเพราะผมออกเสียงวรรณยุกต์ผิดเพี้ยนไปจากความจริงครับ



     ภาษาจีนเป็นภาษาที่มีเสียงดนตรีหรือเสียงวรรณยุกต์กำกับอยู่ครับ แค่เราออกเสียงสูงหรือต่ำผิดไปนิดเดียว ความหมายของคำๆ นั้นก็จะเปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่องเลยครับ อย่างเช่นคำว่าแม่กับคำว่าม้าในภาษาจีน ถ้าเราออกเสียงพินอินไม่แม่นยำ จากที่จะเรียกแม่ อาจจะกลายเป็นเรียกม้าแทนได้เลยครับ นี่คือเหตุผลที่ผมมักจะย้ำกับทุกคนเสมอว่า การฝึกฝนพินอินให้ถูกต้องคือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดครับ



หมวดการทักทายพื้นฐานที่คนจีนใช้กันในชีวิตจริง




     เรามาเริ่มต้นกันที่หมวดการทักทายซึ่งเป็นด่านแรกของการผูกมิตรครับ คำแรกที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดีคือคำว่า หนีห่าว 你好 nǐ hǎo ที่แปลว่าสวัสดีครับ แต่จากประสบการณ์ที่ผมไปใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ที่นั่น ผมสังเกตเห็นว่าคนจีนไม่ได้ใช้คำนี้พูดกับทุกคนในทุกสถานการณ์นะครับ ถ้าเป็นเพื่อนสนิทมากๆ หรือคนในครอบครัวเดียวกัน พวกเขามักจะทักทายด้วยความห่วงใยว่ากินข้าวหรือยัง มากกว่าการมานั่งพูดคำว่าสวัสดีแบบเป็นทางการครับ



     ส่วนเวลาที่เราต้องการจะบอกลา คำที่เราต้องจำให้ขึ้นใจเลยก็คือคำว่า จ้ายเจี้ยน 再见 zàijiàn ครับ คำนี้เวลาออกเสียงต้องออกเสียงให้หนักแน่นนิดนึงครับถึงจะดูเป็นธรรมชาติ และเมื่อมีคนมาทำสิ่งดีๆ ให้กับเรา เราก็ควรตอบแทนด้วยคำขอบคุณนั่นคือคำว่า เซี่ยเซี่ย 谢谢 xièxie ครับ ผมจำได้ว่าตอนที่ผมหลงทางแล้วมีคุณป้าชาวจีนใจดีมาช่วยบอกทาง ผมก็พูดคำนี้ออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม คุณป้าก็ดูดีใจมากเลยครับ



      นอกจากนี้ยังมีอีกสองคำที่ใช้บ่อยไม่แพ้กันครับ คือคำว่า ตุ้ยปู้ฉี่ 对不起 duìbuqǐ ที่แปลว่าขอโทษครับ คำนี้ใช้เวลาที่เรารู้สึกผิดจริงๆ หรือทำเรื่องที่กระทบกระทั่งคนอื่นครับ และถ้ามีคนมาขอโทษเรา เราก็สามารถตอบกลับไปอย่างสุภาพได้ว่า เหมยกวานซี 没关系 méi guānxi ซึ่งแปลว่าไม่เป็นไรครับ การจำบริบทความรู้สึกของคำเหล่านี้จะช่วยให้เราสื่อสารได้อย่างมีชีวิตชีวามากขึ้นครับ



เจาะลึกหมวดตัวเลขและการนับที่ต้องรู้




     ถัดมาเป็นหมวดที่ผมบอกเลยว่าสำคัญมากเวลาที่เราไปเดินเลือกซื้อของตามตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตที่จีนครับ นั่นคือหมวดตัวเลขตั้งแต่หนึ่งถึงสิบครับ ตัวเลขเหล่านี้ได้แก่ อี 一 yī เอ้อร์ 二 èr ซาน 三 sān ซื่อ 四 sì อู่ 五 wǔ ลิ่ว 六 liù ชี 七 qī ปา 八 bā จิ่ว 九 jiǔ และ สือ 十 shí ครับ การจำตัวเลขเหล่านี้ให้แม่นยำจะช่วยป้องกันการเข้าใจผิดเรื่องราคาสินค้าได้ดีมากครับ



     มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ผมอยากกระซิบฝากไว้ครับ คือเรื่องของการออกเสียงเลขสี่กับเลขสิบครับ สองตัวนี้คนไทยเรามักจะสับสนเวลาฟังคนจีนพูดเร็วๆ ครับ เพราะเลขสี่ออกเสียงว่า ซื่อ ส่วนเลขสิบออกเสียงว่า สือ ซึ่งต้องม้วนลิ้นขึ้นไปแตะเพดานปากด้วยครับ ตอนผมไปซื้อส้มที่ตลาด ผมเคยฟังราคาผิดเพราะแยกสองเสียงนี้ไม่ออกมาแล้วครับ ดังนั้นเวลาฝึกท่อง ต้องแยกเสียงสองตัวนี้ให้ชัดเจนที่สุดเลยนะครับ



เคล็ดลับสัญลักษณ์มือบอกตัวเลขฉบับคนจีนแท้




     ตรงส่วนนี้คือทีเด็ดจากประสบการณ์ตรงที่ผมอยากมาแบ่งปันให้ทุกคนฟังครับ ตอนที่ผมไปซื้อผลไม้ที่ตลาดสดในเมืองจีน ผมได้ยินแม่ค้าบอกราคาเป็นภาษาจีน แต่เสียงบรรยากาศรอบข้างดังวุ่นวายมากครับ ผมเลยฟังราคาไม่ถนัด แม่ค้าใจดีท่านนั้นเลยทำสัญลักษณ์มือบอกราคาให้ผมดูแทนครับ ซึ่งทำให้ผมได้เปิดโลกเลยว่า สัญลักษณ์มือของคนจีนตั้งแต่เลขหกถึงสิบนั้น แตกต่างจากที่คนไทยเราคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิงเลยครับ



     วิธีการทำสัญลักษณ์มือแบบคนจีนท้องถิ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากครับ อย่างเช่นเลขหก หรือคำว่าลิ่ว นิ้วมือจะต้องทำเป็นรูปคล้ายๆ โทรศัพท์ โดยกางแค่นิ้วโป้งกับนิ้วก้อยออกมาครับ ส่วนเลขเจ็ด หรือคำว่าชี ให้เราจีบนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วโป้งเข้าหากันให้ดูเหมือนจงอยปากนกครับ การทำท่าทางแบบนี้จะช่วยให้คนจีนเข้าใจสิ่งที่เราจะสื่อได้ทันทีแม้ไม่ได้เปล่งเสียงเลยครับ



     สำหรับเลขแปด หรือคำว่าปา ให้กางนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ออกในลักษณะที่คล้ายกับรูปปืนครับ ส่วนเลขเก้า หรือคำว่าจิ่ว ให้งอนิ้วชี้ลงมาครึ่งหนึ่งให้มีลักษณะคล้ายกับตะขอครับ และสุดท้ายสำหรับเลขสิบ หรือคำว่าสือ ให้เอาปลายนิ้วชี้ของมือซ้ายและมือขวามาทับไขว้กันให้เป็นรูปกากบาทครับ การรู้เคล็ดลับเหล่านี้ไว้ เวลาไปเที่ยวเมืองจีนจะทำให้เราดูเป็นคนท้องถิ่นและกลมกลืนกับพวกเขาได้ดีเยี่ยมเลยครับ



รวมคำศัพท์พื้นฐาน 50 คำแรกที่เจอบ่อยในชีวิตประจำวัน




     เนื่องจากเรากำลังเตรียมตัวสำหรับระบบการสอบรูปแบบใหม่ ผมจึงได้คัดกรองคำศัพท์พื้นฐานชุดแรกที่จำเป็นต้องรู้มาให้ทุกคนได้ค่อยๆ ซึมซับกันครับ เราจะมาเริ่มจากกลุ่มสรรพนามที่ต้องใช้เรียกแทนตัวบุคคลกันก่อนเลยครับ คำแรกคือคำว่า หว่อ 我 wǒ แปลว่าฉัน คำต่อมาคือ หนี่ 你 nǐ แปลว่าคุณ สำหรับบุคคลที่สามจะมี ทา 他 tā แปลว่าเขาผู้ชาย ทา เธอ เธอผู้หญิง 她 tā และ ทา มัน ใช้กับสัตว์สิ่งของ 它 tā ครับ เสียงอ่านเหมือนกันหมดเลยแต่ตัวอักษรจีนจะเขียนต่างกันครับ


     กลุ่มถัดมาคือคำกริยาพื้นฐานที่ผมได้ใช้แทบจะทุกวันตอนที่เรียนอยู่ที่จีนครับ เช่นคำว่า ชือ 吃 chī แปลว่ากิน เฮอ 喝 hē แปลว่าดื่ม ค่าน 看 kàn แปลว่าดูหรือมอง ทิง 听 tīng แปลว่าฟัง ชวี่ 去 qù แปลว่าไป และ ไหล 来 lái แปลว่ามาครับ คำเหล่านี้เป็นคำที่เราสามารถนำไปแต่งประโยคสั้นๆ เพื่อชวนเพื่อนไปทานข้าว หรือบอกทิศทางการเดินทางได้อย่างง่ายดายเลยครับ


     นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคำนามที่เกี่ยวกับคนในครอบครัวด้วยครับ ซึ่งคนจีนให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวอย่างมากครับ เราจะได้เจอคำว่า ป้าป่ะ 爸爸 bàba แปลว่าพ่อ ม่าหมะ 妈妈 māma แปลว่าแม่ เกอเกอะ 哥哥 gēge แปลว่าพี่ชาย เจี่ยเจีย 姐姐 jiějie แปลว่าพี่สาว ตี้ติ 弟弟 dìdi แปลว่าน้องชาย และ เม่ยเมย 妹妹 mèimei แปลว่าน้องสาวครับ คำเหล่านี้มักจะเป็นคำซ้อนเสียงกัน เวลาท่องจำผมแนะนำให้อ่านออกเสียงตามพินอินให้คุ้นชินครับ


     เพื่อความครบถ้วนในการแต่งประโยค เราต้องรู้คำศัพท์บอกเวลาและสถานที่ด้วยครับ อย่างเช่นคำว่า จินเทียน 今天 jīntiān แปลว่าวันนี้ หมิงเทียน 明天 míngtiān แปลว่าพรุ่งนี้ จั๋วเทียน 昨天 zuótiān แปลว่าเมื่อวาน และ เซี่ยนจ้าย 现在 xiànzài แปลว่าตอนนี้ครับ ส่วนสถานที่ที่พบบ่อยก็จะมี เสวียเสี้ยว 学校 xuéxiào แปลว่าโรงเรียน และ ชางเตี้ยน 商店 shāngdiàn แปลว่าร้านค้าครับ การจำคำเหล่านี้ได้จะทำให้เราเล่าเรื่องราวในแต่ละวันได้ลื่นไหลขึ้นครับ


    ส่วนกลุ่มคำคุณศัพท์ที่ใช้บอกขนาดและปริมาณก็ขาดไม่ได้เช่นกันครับ เช่นคำว่า ต้า 大 dà แปลว่าใหญ่ เสี่ยว 小 xiǎo แปลว่าเล็ก ตัว 多 duō แปลว่ามาก และ เชา 少 shǎo แปลว่าน้อยครับ รวมไปถึงคำแสดงคำถามพื้นฐานอย่าง เสินเมอะ 什么 shénme แปลว่าอะไร หน่าร์ 哪儿 nǎr แปลว่าที่ไหน และ เสย 谁 shéi แปลว่าใครครับ คำศัพท์ทั้งหมดนี้ถือเป็นคลังอาวุธชั้นดีที่จะช่วยให้ทุกคนก้าวผ่านด่านแรกของการเรียนภาษาจีนไปได้อย่างสวยงามครับ แต้มขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสู้ๆ นะครับ

 

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น