รีวิวเที่ยวเฉิงตูช่วงวันแรงงานจีน สัมผัสคลื่นมนุษย์และหม้อไฟเสฉวนต้นตำรับ

     สวัสดีครับทุกคน พบกับแต้มอีกแล้วนะครับ วันนี้ผมจะพาไปสัมผัสบรรยากาศการท่องเที่ยวที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำร่ำลือมาบ้าง นั่นก็คือช่วงวันหยุดยาวของประเทศจีนครับ หลายคนคงทราบดีว่าประเทศจีนมีประชากรเยอะมากแค่ไหน แต่คุณอาจจะจินตนาการไม่ออกเลยครับจนกว่าจะได้ไปยืนอยู่ตรงนั้นด้วยตัวเอง โดยเฉพาะช่วงต้นเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นวันแรงงานแห่งชาติครับ


     ช่วงเวลานี้ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลหยุดยาวที่คนจีนเรียกกันว่าโกลเด้นวีค 黄金周 Huángjīn zhōu ครับ ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวจีนทั้งประเทศพร้อมใจกันหลั่งไหลออกเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาครับ จากที่ผมได้ไปสัมผัสมาด้วยตัวเองตอนที่ไปเยือนเมืองเฉิงตู 成都 Chéngdū มณฑลเสฉวน 四川 Sìchuān ผมบอกได้คำเดียวเลยครับว่านี่คือมหกรรมคลื่นมนุษย์ขนานแท้ที่ทำให้ผมได้เปิดโลกและได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างมากเลยทีเดียวครับ


     วันนี้แต้มเลยอยากจะมาเล่าประสบการณ์ตรงแบบเจาะลึก พร้อมแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่รับรองว่าอ่านแล้วจะได้เตรียมตัวเตรียมใจได้ถูก หากใครมีแพลนจะไปเยือนแผ่นดินใหญ่ในช่วงเทศกาลแบบนี้ครับ

ก้าวแรก ณ สถานีรถไฟความเร็วสูงเฉิงตูตะวันออก ท่ามกลางทะเลผู้คน

     การเดินทางของผมเริ่มต้นขึ้นที่สถานีรถไฟความเร็วสูงเฉิงตูตะวันออก 成都东站 Chéngdū dōng zhàn ครับ วันนั้นเป็นวันแรกของการเริ่มต้นวันหยุดยาวพอดี ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากขบวนรถไฟ ผมก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างทันทีครับ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือทะเลมนุษย์สุดลูกหูลูกตา ทุกพื้นที่ของสถานีที่ใหญ่โตมโหฬารอัดแน่นไปด้วยผู้คนที่ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ครับ


     เสียงล้อกระเป๋ากระทบพื้นกระเบื้องดังระงมไปทั่วบริเวณ ผสมผสานกับเสียงประกาศเตือนจากเจ้าหน้าที่สถานีและเสียงผู้คนที่พูดคุยกันอย่างจอแจด้วยสำเนียงท้องถิ่น มันเป็นบรรยากาศที่ทั้งตื่นเต้นและแอบทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจอยู่ลึกๆ เหมือนกันครับว่าทริปนี้จะรอดไหม กลิ่นอายของความเร่งรีบลอยอบอวลอยู่รอบตัว ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปยังจุดหมายของตัวเองอย่างพร้อมเพรียงกันครับ


     สิ่งที่น่าทึ่งคือแม้คนจะมหาศาลขนาดไหน แต่ระบบการจัดการของเขากลับทำได้ค่อนข้างดีเยี่ยมเลยครับ มีการจัดเส้นทางเดินรถและคนเดินเท้าอย่างเป็นระเบียบ มีแผงกั้นเหล็กคอยจัดระเบียบทิศทางการเดิน ทำให้กระแสคนสามารถไหลเวียนไปได้เรื่อยๆ แม้เราจะโดนเบียดบ้างจนแทบไม่ต้องออกแรงเดินเองเลยในบางจังหวะ แต่ก็ไม่ถึงกับติดแหง็กจนขยับไม่ได้ครับ


     ประสบการณ์นี้สอนให้ผมรู้ว่าการปล่อยตัวไหลไปตามฝูงชนคือทางรอดที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ครับ และทำให้เห็นว่าการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานของเขารองรับคนจำนวนมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ ครับ

ตะลุยถนนคนเดินชุนซีลู่ ชื่นชมแพนด้ายักษ์ปีนตึกใจกลางเมือง

     เมื่อเข้ามาถึงใจกลางเมือง จุดหมายแรกที่พลาดไม่ได้เลยก็คือถนนคนเดินชุนซีลู่ 春熙路 Chūnxīlù และตึกไอเอฟเอสครับ ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปปั้นแพนด้ายักษ์กำลังปีนตึกที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูปเช็คอิน ในวันธรรมดาที่นี่ก็คนเยอะอยู่แล้วนะครับ แต่พอเป็นช่วงหยุดยาววันแรงงาน จำนวนคนก็ทวีคูณขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวเลยครับ ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินเบียดเสียดกันแน่นขนัดจนแทบจะไหลตามกันไปครับ


     ตอนที่ผมพยายามจะเดินไปหามุมถ่ายรูปกับก้นแพนด้ายักษ์ที่ด้านล่างตึก ผมแทบจะยกมือถือขึ้นมาถ่ายลำบากมากครับ เพราะรอบตัวมีแต่ร่มและแขนของคนที่พยายามจะหามุมถ่ายรูปเช่นกัน อากาศช่วงเดือนพฤษภาคมที่นี่กำลังเย็นสบายประมาณยี่สิบกว่าองศาเลยครับ แต่พอมาอยู่ท่ามกลางคนนับหมื่นบริเวณลานกว้าง ความร้อนจากอุณหภูมิร่างกายของคนรอบข้างก็ทำให้ผมเหงื่อซึมได้เหมือนกันครับ


     แต่มันก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งนะครับ การได้เห็นผู้คนแต่งตัวสวยงาม ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม มาใช้เวลาแห่งความสุขกับครอบครัวหรือคนรัก ท่ามกลางตึกรามบ้านช่องที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายความดั้งเดิม มันทำให้บรรยากาศของเมืองดูมีชีวิตชีวาและคึกคักอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ ใครมาตรงนี้แต้มแนะนำให้เดินชิลๆ แวะชิมของกินเล่นริมทางอย่างมันฝรั่งทอดคลุกผงหมาล่าก็จะยิ่งฟินครับ


สมรภูมิคิวหม้อไฟหมาล่าเสฉวน รสชาติเผ็ดชาที่คุ้มค่ากับการรอคอย

     มาถึงถิ่นทั้งที ถ้าไม่ได้กินหม้อไฟหมาล่า 麻辣火锅 Má là huǒguō ต้นตำรับก็คงเหมือนมาไม่ถึงใช่ไหมครับ แต่ในช่วงโกลเด้นวีคแบบนี้ การจะได้กินร้านดังนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมันคือสมรภูมิแห่งการต่อคิวที่แท้จริงครับ เย็นวันนั้นผมเลือกร้านหม้อไฟชื่อดังที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก พอไปถึงหน้าร้าน เจ้าหน้าที่ก็ยื่นบัตรคิวให้ผมพร้อมบอกว่าน่าจะต้องรอประมาณสามถึงสี่ร้อยคิว ซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมงแน่นอนครับ


    ระหว่างที่รอ ทางร้านก็จะมีเก้าอี้พลาสติกตัวเล็กๆ ให้ลูกค้านั่งเรียงกันอยู่หน้าร้าน มีบริการน้ำชาและเมล็ดแตงโมให้แทะเล่นแก้เบื่อ เป็นวัฒนธรรมการรอคิวที่ผมว่าคลาสสิกและเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่มากครับ กลิ่นของมันวัวที่เคี่ยวกับพริกฮวาเจียว 花椒 Huājiāo และเครื่องเทศต่างๆ ลอยฟุ้งออกมายั่วจมูกตลอดเวลา ยิ่งรอนานก็ยิ่งหิวครับ แต่พอถึงคิวและได้เข้าไปนั่งในร้าน ทุกความเหนื่อยล้าก็หายเป็นปลิดทิ้งเลยครับ


     รสชาติหม้อไฟของที่นี่จะมีความเผ็ดชาที่ลึกล้ำมากครับ น้ำซุปสีแดงฉานเดือดปุดๆ หอมกลิ่นเครื่องเทศชัดเจน เมื่อนำไส้เป็ดหรือสไบนางลงไปแกว่งในน้ำซุปเพียงไม่กี่วินาทีแล้วนำขึ้นมาจิ้มกับน้ำมันงากระเทียม รสสัมผัสที่ได้มันทั้งกรุบกรอบและหอมมันสุดๆ ความชาของพริกเสฉวนจะค่อยๆ ซึมซาบไปทั่วลิ้น ทำให้ปากชาแต่ก็หยุดกินไม่ได้ เป็นประสบการณ์ทางรสชาติที่เข้มข้นและแตกต่างจากหม้อไฟที่ไทยอย่างสิ้นเชิงเลยครับ ผมยกให้เป็นมื้อที่คุ้มค่ากับการรอคอยที่สุดเลยครับ


ทริคเอาตัวรอดช่วงโกลเด้นวีค เกร็ดความรู้จากประสบการณ์จริงของแต้ม

     หลังจากผ่านสมรภูมิวันหยุดยาวที่จีนมาได้ ผมก็ได้เรียนรู้เทคนิคการเอาตัวรอดหลายอย่างที่อยากจะนำมาแชร์ให้ทุกคนได้รู้และเตรียมตัวกันครับ เผื่อใครจองตั๋วมาตรงกับช่วงเทศกาลพอดีจะได้ไม่ตื่นตระหนกครับ อันดับแรกเลยคือเรื่องการจองตั๋วและที่พักครับ หากรู้ตัวว่าจะเดินทางช่วงต้นเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนตุลาคม คุณต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือนเลยนะครับ เพราะตั๋วรถไฟความเร็วสูงจะหมดไวมากภายในไม่กี่นาทีครับ


    แม้แต่คนจีนเองก็ต้องตั้งนาฬิกาปลุกมากดแย่งตั๋วผ่านแอปพลิเคชันกันตั้งแต่วินาทีแรกที่ระบบเปิดให้จองครับ ส่วนโรงแรมก็มักจะปรับราคาสูงขึ้นกว่าปกติและเต็มเร็วมาก ดังนั้นการจองล่วงหน้านานๆ จะช่วยเซฟทั้งเงินและรับประกันว่าเรามีที่นอนแน่นอนครับ เรื่องถัดมาคือการทำใจยอมรับกับจำนวนผู้คนและคิวที่ยาวเหยียดครับ ให้เผื่อเวลาในการเดินทางไปยังแต่ละสถานที่ให้มากกว่าปกติเป็นสองเท่าเลยครับ เพราะแค่การต่อคิวเข้าสถานีรถไฟใต้ดินผ่านเครื่องสแกนสัมภาระก็อาจกินเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วครับ


    นอกจากนี้การพกยาดม พัดลมมือถือ หรือน้ำดื่มติดกระเป๋าไว้ตลอดเวลาก็เป็นสิ่งที่ผมแนะนำมากๆ ครับ เพราะในสถานที่ที่คนแออัด อากาศอาจจะถ่ายเทไม่สะดวก การมีสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นและมีแรงสู้ต่อได้ครับ ข้อควรระวังอีกอย่างคือเรื่องทรัพย์สินมีค่าครับ แม้ว่าบ้านเมืองเขาในปัจจุบันจะค่อนข้างปลอดภัยและคนส่วนใหญ่ใช้การสแกนจ่ายเงินผ่านมือถือกันหมดแล้ว แต่การอยู่ในที่คนพลุกพล่านก็ควรสะพายกระเป๋าไว้ด้านหน้าและคอยระแวดระวังเสมอครับ


    สุดท้ายนี้ การโหลดแอปพลิเคชันแผนที่ของท้องถิ่นติดเครื่องไว้และศึกษาเส้นทางล่วงหน้า จะช่วยให้เราไม่ต้องไปยืนงงกลางดงคนครับ เพราะบางครั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ตอาจจะช้าลงได้เมื่อมีคนมารวมตัวกันอยู่หนาแน่นมากๆ ครับ การเตรียมพร้อมที่ดีจะทำให้ทริปที่ดูเหมือนจะวุ่นวาย กลายเป็นทริปที่สนุกและราบรื่นขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยครับ


บทสรุป

     การไปเที่ยวช่วงวันหยุดยาวอาจจะฟังดูน่ากลัวและเหนื่อยสำหรับหลายๆ คนนะครับ แต่สำหรับผมแล้ว มันคือความท้าทายและเป็นประสบการณ์ชีวิตที่หาไม่ได้จากที่ไหนเลยครับ มันทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตจริงๆ ของผู้คน ได้เห็นพลังของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ และได้สัมผัสกับวัฒนธรรมการกินการอยู่แบบที่คนท้องถิ่นเขาทำกันจริงๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่หาดูไม่ได้ในวันธรรมดาครับ


     หากใครมีโอกาสและอยากลองเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ผมก็อยากเชียร์ให้ลองไปสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ดูสักครั้งในชีวิตนะครับ รับรองว่าจะเป็นทริปที่คุณจะจดจำและมีเรื่องราวกลับมาเล่าให้เพื่อนฟังได้อีกนานเลยครับ ทุกความเหนื่อยล้าจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มและความประทับใจเมื่อเราได้มองย้อนกลับมาครับ


     หวังว่าเรื่องราวและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่แต้มนำมาฝากในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังวางแผนไปเที่ยวนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการเดินทางในทุกๆ ทริปเลยนะครับ

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น