เจาะลึกข้อสอบ HSK 1 ระบบใหม่ 3.0 เทียบระบบเก่า 2.0 พร้อมเทคนิคเตรียมตัวสอบจากประสบการณ์จริง


     สวัสดีครับทุกคน วันนี้แต้มจะมาเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการเรียนภาษาจีน นั่นคือการปรับปรุงข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ HSK 1 汉语水平考试 Hànyǔ Shuǐpíng Kǎoshì จากระบบเดิมที่เราคุ้นเคยกันในยุค 2.0 มาสู่ระบบใหม่ล่าสุด 3.0 ซึ่งขยายเป็นเก้าระดับครับ จากที่ผมได้ไปสัมผัสและคลุกคลีกับแวดวงการสอนภาษาจีนมาพักใหญ่ ต้องบอกเลยว่าบรรยากาศในห้องสอบและวิธีการเตรียมตัวของน้องๆ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ สมัยก่อนเวลาเราเดินเข้าห้องสอบระดับต้น บรรยากาศจะค่อนข้างผ่อนคลาย เสียงลำโพงที่เปิดทดสอบการฟังจะเน้นอ่านทีละคำช้าๆ ชัดๆ แต่ปัจจุบันนี้พอเปลี่ยนเป็นระบบใหม่ ความเข้มข้นของเนื้อหาเพิ่มขึ้นจนสัมผัสได้ถึงความกดดันเล็กๆ ในห้องสอบเลยครับ แต้มอยากให้ทุกคนมองว่านี่คือเรื่องดี เพราะระบบใหม่ถูกออกแบบมาให้เน้นการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันมากขึ้นครับ




     ถ้าเรามาดูภาพรวมและเปรียบเทียบจุดที่ต่างกันที่สุดระหว่างสองระบบนี้ สิ่งแรกที่เตะตาผมเลยคือปริมาณและความเข้มข้นของเนื้อหาครับ ในระบบเก่าระดับหนึ่งจะกำหนดให้เราจำคำศัพท์เพียงร้อยห้าสิบคำเท่านั้น ซึ่งเอาเข้าจริงตอนที่ผมไปเรียนที่จีนช่วงแรกๆ คำศัพท์แค่นี้แทบจะไม่พอใช้สั่งอาหารริมทางหรือถามทางไปสถานีรถไฟใต้ดินเลยครับ แต่พอมาเป็นระบบใหม่ ทางศูนย์สอบได้ปรับเพิ่มจำนวนคำศัพท์ขึ้นเป็นห้าร้อยคำ หรือเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าตัวเลยทีเดียวครับ นอกจากนี้ยังมีการระบุชัดเจนว่าผู้สอบต้องจำตัวอักษรจีนให้ได้สามร้อยตัวอักษร ส่วนในเรื่องของไวยากรณ์ก็มีการลงรายละเอียดถึงสี่สิบแปดจุดไวยากรณ์ ซึ่งทำให้โครงสร้างประโยคที่น้องๆ ต้องเรียนรู้มีความสลับซับซ้อนและใกล้เคียงกับภาษาที่คนจีนใช้คุยกันจริงๆ ตามท้องถนนมากขึ้นครับ




     ในด้านของทักษะที่ใช้ในการทดสอบก็มีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมากครับ แต่เดิมระบบเก่าจะเน้นแค่ทักษะการฟังและการอ่านเป็นหลัก เพื่อประเมินว่าผู้เรียนระดับเริ่มต้นพอจะจำคำศัพท์และเข้าใจความหมายพื้นฐานได้หรือไม่ แต่ในระบบใหม่นี้มีการเพิ่มทักษะการพูดและพื้นฐานการเขียนเข้ามาด้วยครับ ซึ่งแต้มมองว่าเป็นการปรับตัวที่ตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบันมาก เพราะภาษาคือเครื่องมือในการสื่อสาร ถ้าเราอ่านออกแต่พูดไม่ได้หรือเขียนโต้ตอบไม่ได้เลย มันก็ยากที่จะเอาไปใช้เรียนต่อหรือทำงานจริงครับ ความยากของข้อสอบจึงถูกยกระดับจากการเป็นเพียงข้อสอบระดับเริ่มต้นแบบง่ายๆ กลายมาเป็นระดับเริ่มต้นที่เน้นการนำไปปฏิบัติและใช้งานได้จริงทันทีที่ก้าวเท้าลงจากเครื่องบินที่ประเทศจีนครับ

เจาะลึกความเปลี่ยนแปลงด้านคำศัพท์ที่ทันสมัยขึ้น

     เรามาเจาะลึกในส่วนของการขยายคลังคำศัพท์กันบ้างครับ แต้มจำได้ดีว่าตอนไปถึงปักกิ่งแรกๆ ชีวิตคนจีนผูกติดกับสมาร์ทโฟนแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะซื้อซาลาเปาร้อนๆ ควันฉุยริมทาง หรือจ่ายค่าโดยสาร ทุกอย่างผ่านหน้าจอมือถือทั้งหมด ระบบใหม่จึงนำคำศัพท์ที่ทันสมัยและใช้บ่อยในชีวิตประจำวันเหล่านี้มาใส่ไว้ตั้งแต่ระดับหนึ่งเลยครับ คำศัพท์ดั้งเดิมที่จำเป็นอย่างคำว่าพ่อ 爸爸 bàba คำว่าครู 老师 lǎoshī คำว่าดื่ม 喝 hē หรือคำขอบคุณ 谢谢 xièxie ก็ยังคงมีอยู่ตามปกติครับ แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือกลุ่มคำศัพท์เทคโนโลยี อย่างเช่นคำว่าโทรศัพท์มือถือ 手机 shǒujī คำว่าเล่นอินเทอร์เน็ต 上网 shàngwǎng หรือคำว่าออนไลน์ 网上 wǎngshang ซึ่งเป็นคำที่เด็กยุคนี้ต้องเจอในชีวิตจริงทุกวันครับ




     นอกจากหมวดเทคโนโลยีแล้ว หมวดการเดินทางและชีวิตประจำวันก็ถูกอัปเกรดให้สมจริงยิ่งขึ้นครับ ตอนที่แต้มยืนงงอยู่หน้าสถานีรถไฟความเร็วสูง การรู้แค่คำว่ารถยนต์มันไม่พอครับ เราต้องรู้จักคำว่าเรียกแท็กซี่ 打车 dǎchē ด้วย ซึ่งระบบใหม่ก็จับคำนี้มาให้เรียนตั้งแต่เริ่มต้นเลยครับ รวมถึงคำบอกเวลาที่ซับซ้อนขึ้นอย่างคำว่าเมื่อครู่ 刚才 gāngcái คำว่าเมื่อก่อน 以前 yǐqián และคำว่าหลังจากนี้ 以后 yǐhòu ก็ถูกนำมารวมไว้ด้วย ที่น่าสนใจอีกจุดคือการดึงกลุ่มคำกริยาแยกส่วน ซึ่งแต่เดิมเคยอยู่ในข้อสอบระดับสูงกว่านี้ ให้ลงมาอยู่ในระดับหนึ่งครับ เช่นคำว่าร้องเพลง 唱歌 chànggē คำว่าวิ่ง 跑步 pǎobù และคำว่านอน 睡觉 shuìjiào ทำให้ผู้เรียนสามารถแต่งประโยคเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันของตัวเองได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีชีวิตชีวามากขึ้นครับ

เจาะลึกความเปลี่ยนแปลงด้านการทดสอบทักษะ

     มาพูดถึงพาร์ทการฟังกันบ้างครับ ใครที่เคยชินกับเสียงอ่านช้าๆ เนิบๆ ในระบบเก่าอาจจะต้องปรับตัวกันชุดใหญ่เลยครับ เพราะจากที่แต้มได้ลองฟังไฟล์เสียงตัวอย่างของระบบใหม่ ประโยคจะมีความยาวเพิ่มขึ้นและผู้บรรยายก็ใช้ความเร็วที่สมจริงคล้ายกับจังหวะการพูดของคนจีนทั่วไปมากขึ้นครับ โดยความเร็วจะไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยพยางค์ต่อนาทีเลยทีเดียวครับ ความรู้สึกตอนนั่งฟังจะเหมือนเราไปเดินอยู่กลางตลาดนัดที่กวางโจว แล้วมีเสียงแม่ค้าตะโกนคุยกันรัวๆ เราต้องอาศัยการจับใจความและบริบทให้ทันครับ ไม่สามารถพึ่งพาการฟังแค่ออกเสียงคำใดคำหนึ่งแล้วกาคำตอบได้อีกต่อไป นับว่าเป็นการฝึกหูให้ชินกับสภาพแวดล้อมจริงได้อย่างยอดเยี่ยมครับ




     ส่วนทักษะการอ่านก็ถูกยกระดับเช่นเดียวกันครับ ข้อสอบจะไม่ใช่แค่การจับคู่รูปภาพกับคำศัพท์ตรงๆ แบบกำปั้นทุบดินอีกต่อไป แต่จะเน้นให้ผู้สอบทำความเข้าใจบริบทของประโยคทั้งหมดครับ และที่ถือเป็นไฮไลท์ของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือทักษะการเขียนครับ ระบบใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับการคัดลายมืออย่างจริงจัง โดยระดับหนึ่งกำหนดให้ผู้เรียนควรสามารถเขียนตัวอักษรจีนพื้นฐานด้วยมือได้ประมาณหนึ่งร้อยตัวครับ สำหรับแต้มแล้ว กลิ่นของหมึกปากกาหรือรอยดินสอบนกระดาษคัดลายมือกริดสี่เหลี่ยม มันเป็นเสน่ห์ของการเรียนภาษาจีนอย่างหนึ่งเลยครับ การที่เราจำลำดับขีดและเขียนอักษรจีนได้เอง จะช่วยให้เราจดจำความหมายและรากศัพท์ได้ฝังลึกในสมองมากกว่าการพิมพ์ผ่านแป้นพิมพ์เพียงอย่างเดียวครับ

ตัวอย่างข้อสอบและเทคนิคการทำคะแนน

     เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น แต้มจะขอยกตัวอย่างข้อสอบจริงเปรียบเทียบให้ดูกันครับ เริ่มที่พาร์ทการฟัง ในระบบเก่ามักจะเป็นการอ่านคำสั้นๆ อย่างคำว่าหมอ 医生 yīshēng แล้วให้ผู้สอบดูภาพในกระดาษว่ารูปที่เห็นคือคุณหมอใช่หรือไม่ ซึ่งมันค่อนข้างเดาทางง่ายครับ แต่พอมาเป็นระบบที่อัปเกรดขึ้น ข้อสอบจะมาเป็นประโยคบอกเล่าสถานการณ์เต็มๆ เช่น เขาทำงานที่โรงพยาบาล เขาเป็นหมอ 他在医院工作他是医生 tā zài yīyuàn gōngzuò tā shì yīshēng เด็กๆ จะต้องมีสมาธิฟังและจับใจความให้ได้ทั้งประโยค ว่าประธานคือใคร ทำอะไร ที่ไหน ถึงจะสามารถเลือกคำตอบที่ถูกต้องได้ครับ เป็นการฝึกให้สมองประมวลผลเป็นรูปประโยคแทนการแปลเป็นคำๆ ครับ


     ต่อมาคือพาร์ทการอ่านและการเติมคำในช่องว่างครับ ในระบบใหม่นี้ ตัวเลือกที่ให้มามักจะเป็นคำประเภทเดียวกันเพื่อหลอกให้เราสับสนครับ สมมติโจทย์ให้มาว่า ฉันอยากไปจุดจุดจุดเพื่อซื้อของ 我想去买东西 wǒ xiǎng qù mǎi dōngxi ถ้าย้อนกลับไปในระบบเก่า ตัวเลือกอาจจะให้มาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น มีคำว่าร้านค้า มีคำว่าขอบคุณ และมีคำว่าสวยงาม ซึ่งใครเห็นก็เดาได้ทันทีว่าต้องตอบสถานที่ แต่สำหรับข้อสอบเวอร์ชันใหม่ ตัวเลือกจะให้มาเป็นสถานที่เหมือนกันทั้งหมดเลยครับ ทั้งร้านค้า 商店 shāngdiàn ธนาคาร 银行 yínháng และร้านอาหาร 饭馆 fànguǎn ซึ่งผู้สอบต้องเข้าใจบริบทของคำว่าซื้อของด้านหลังให้ถ่องแท้ จึงจะสามารถเลือกร้านค้าได้อย่างถูกต้องและแม่นยำครับ ข้อสอบแบบนี้วัดความเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งกว่าเดิมมากครับ


     หากเราลองวิเคราะห์จากพาร์ทจับคู่คำศัพท์กับรูปภาพ จะเห็นพัฒนาการของข้อสอบอย่างชัดเจนครับ ในสมัยก่อนคำศัพท์ที่ให้มาจะเป็นคำนามพื้นฐานที่จับต้องได้ง่าย เช่น เครื่องบิน 飞机 fēijī หรือแมว 猫 māo ซึ่งภาพประกอบก็จะตรงไปตรงมาครับ แต่พอขยับมาเป็นระบบใหม่ ข้อสอบเริ่มมีการนำคำคุณศัพท์เข้ามาใช้ทดสอบด้วย เช่นคำว่าร้อน 热 rè ซึ่งภาพประกอบก็จะมีความซับซ้อนขึ้น อาจจะเป็นภาพคนกำลังปาดเหงื่อกลางแสงแดดจ้า ผู้สอบต้องอาศัยการวิเคราะห์และตีความภาพประกอบให้เชื่อมโยงกับคำศัพท์ที่เป็นนามธรรมมากขึ้นครับ เป็นการฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ควบคู่ไปกับทักษะทางภาษาได้อย่างแยบยลทีเดียวครับ


     ในส่วนของการเลือกคำศัพท์ไปเติมในประโยคยาวๆ โครงสร้างไวยากรณ์ก็มีความท้าทายเพิ่มขึ้นไม่แพ้กันครับ จากเดิมที่ตัวเลือกมักจะมีคำนามและคำกริยาผสมกันให้เห็นความต่างชัดเจน เช่นมีคำว่าเพื่อน 朋友 péngyou คำว่าชื่อ 名字 míngzi หรือคำว่าทำงาน 工作 gōngzuò ปัจจุบันตัวเลือกจะทดสอบไวยากรณ์ที่ลึกขึ้นครับ โดยมีการนำเรื่องลักษณนามอย่างคำว่าชิ้นหรืออัน 个 gè คำบอกเวลาอย่างคำว่าปี 年 nián รวมถึงคำคุณศัพท์อย่างคำว่าสวย 漂亮 piàoliang เข้ามาเป็นตัวลวงในตัวเลือก โครงสร้างประโยคในโจทย์ก็ยาวและซับซ้อนขึ้น เด็กๆ จำเป็นต้องแม่นยำในเรื่องชนิดของคำและตำแหน่งการวางไวยากรณ์ในประโยคภาษาจีนมากขึ้น ถึงจะสามารถเลือกคำตอบลงไปเติมได้อย่างไร้ที่ติครับ


     อ่านมาถึงตรงนี้ น้องๆ หลายคนอาจจะเริ่มรู้สึกหวั่นใจกับความยากที่เพิ่มขึ้น แต่แต้มขอแนะนำจากใจจริงเลยครับว่า อย่ากลัวคำศัพท์ที่เยอะขึ้นเด็ดขาดครับ เพราะคำศัพท์หลักร้อยคำที่ศูนย์สอบเพิ่มเข้ามาให้นี้ คือคลังอาวุธชั้นดีที่น้องๆ จะได้หยิบออกมาใช้จริงๆ เวลาไปเที่ยวเมืองจีน หรือเวลาที่มีโอกาสได้สนทนากับเจ้าของภาษาครับ ยิ่งเรารู้คำศัพท์กว้างขึ้นเท่าไหร่ โลกของการสื่อสารก็จะยิ่งเปิดกว้างขึ้นเท่านั้นครับ ขอให้มองว่าการท่องศัพท์คือการสะสมตั๋วเดินทางที่จะพาเราไปสัมผัสวัฒนธรรมจีนได้ลึกซึ้งและสนุกสนานมากยิ่งขึ้นครับ


     อีกหนึ่งเคล็ดลับที่แต้มอยากฝากไว้คือเวลาฝึกฟัง ขอให้เลิกนิสัยการจับเฉพาะคีย์เวิร์ดเพียงคำเดียวครับ ให้พยายามฝึกฟังและจินตนาการภาพรวมของประโยคตามไปด้วย ลองหลับตาแล้วจินตนาการว่าเรากำลังยืนฟังคนจีนคุยกันตรงหน้าจริงๆ เทคนิคนี้จะช่วยให้เราคุ้นชินกับสปีดการพูดและสำเนียงที่หลากหลายได้ดีเยี่ยมครับ และสุดท้ายนี้อย่าลืมเจียดเวลาวันละนิดมาฝึกคัดตัวอักษรจีนพื้นฐานกันด้วยนะครับ สัมผัสของการจรดปลายปากกาลงบนกระดาษ จะช่วยสร้างความผูกพันระหว่างเรากับภาษาจีน และทำให้เราพร้อมรับมือกับข้อสอบระบบใหม่ที่เน้นการเขียนได้อย่างมั่นใจเต็มร้อยเลยครับ แต้มเป็นกำลังใจให้ทุกคนสอบผ่านและสนุกกับการเรียนภาษาจีนนะครับ

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น