รีวิวประสบการณ์แข่งทำสื่อภูมิศาสตร์ จุดเปลี่ยนชีวิตสู่เส้นทางนักตัดต่อวิดีโอของผม


ในบ่ายวันหยุดที่เงียบสงบ ขณะที่ผมกำลังนั่งจัดการไฟล์ในฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าที่ถูกวางทิ้งไว้จนฝุ่นจับ การคลิกเมาส์เปิดโฟลเดอร์ทีละชั้นพาผมดำดิ่งลงไปในห้วงเวลาที่เกือบจะเลือนหายไป จนกระทั่งเคอร์เซอร์ไปหยุดอยู่ที่โฟลเดอร์หนึ่งที่ระบุชื่อปี 2558 ทันทีที่กดเปิด ภาพความทรงจำก็สว่างวาบขึ้นมาบนหน้าจอ มันคือภาพถ่ายของเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่กำลังยืนยิ้มแป้น ท่ามกลางบรรยากาศของการเข้าค่ายและการแข่งขันทำสื่อภูมิศาสตร์ของ Gistda หรือที่เรียกกันว่า GMC ครับ หลายคนอาจจะมองว่าการมานั่งรื้อฟื้นเรื่องราวเก่าแบบนี้ดูเหมือนคนที่ไม่ยอมก้าวเดินต่อไปข้างหน้า แต่สำหรับผมแล้ว การได้หยุดพักและหันหลังกลับไปมองรอยเท้าที่เคยย่ำผ่านมา มันคือการเติมพลังใจชั้นดีเลยครับ โดยเฉพาะเรื่องราวในวันนั้นที่เปลี่ยนผมจากคนที่ไม่มีทักษะอะไรเลย ให้กลายมาเป็นคนที่มีความมั่นใจและยืนอยู่บนเวทีระดับประเทศได้ วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ตรงและข้อคิดที่ได้จากการแข่งขันครั้งนี้ให้ทุกคนได้อ่านกันครับ



ก้าวแรกในวงการสื่อสร้างสรรค์กับทีมเด็กคอมพิวเตอร์

ย้อนเวลากลับไปเมื่อสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง ในฐานะนักเรียนห้องเรียนพิเศษคอมพิวเตอร์ ชีวิตของพวกเราถูกหล่อหลอมด้วยเทคโนโลยีและกลิ่นอายของห้องแอร์เย็นเฉียบ ในปีนั้นมีโครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ภูมิศาสตร์เปิดรับสมัคร พวกเราฟอร์มทีมกันขึ้นมาอย่างคึกคักด้วยสมาชิกเก้าคน ภายใต้ชื่อทีม 9BIT ครับ แต่พูดตามตรงในวินาทีแรกของการรวมกลุ่ม ผมแทบจะมองไม่เห็นที่ยืนของตัวเองเลย เพราะเพื่อนในทีมต่างก็เป็นระดับหัวกะทิ บางคนเขียนโค้ดได้คล่อง บางคนทำแอนิเมชันเก่งมาก ในขณะที่ผมทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง แต่โชคยังเข้าข้างที่ผมพอจะมีทักษะในการนำเสนอติดตัวอยู่บ้าง เพื่อนจึงดึงผมเข้าไปช่วยดูแลบทและการเล่าเรื่อง ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของผมครับ



ในช่วงเวลาที่ขลุกอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์หลังเลิกเรียน ผมได้ซึมซับความรู้และค้นพบความหลงใหลของตัวเอง นั่นคือศาสตร์แห่งการตัดต่อวิดีโอ ผมเริ่มฝึกฝนอย่างหนักตั้งแต่โปรแกรมพื้นฐานไปจนถึงขยับไปจับของยากระดับมืออาชีพอย่าง Adobe Premiere Pro ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากสำหรับเด็กมัธยมครับ

บทเรียนราคาแพงจากความล้มเหลวในรอบชิงชนะเลิศ

ผลงานชิ้นแรกของเราที่นำเสนอเรื่องราวของน้ำท่วมภาคเหนือผ่านรูปแบบแอนิเมชัน สามารถฝ่าฟันจนเข้ารอบสามสิบทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ความสำเร็จนั้นนำพาเราไปสู่โจทย์ที่ยากขึ้น คือการสร้างสื่อด้วยโปรแกรม Google Earth พวกเราต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมดและลองผิดลองถูกอยู่นานนับเดือน จนกระทั่งถึงวันแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่กรุงเทพมหานคร ความทรงจำในวันนั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวายและคราบน้ำตาแห่งความผิดหวังครับ ปัญหาทางเทคนิคคือคอมพิวเตอร์ที่เรามีสเปกไม่แรงพอที่จะเรนเดอร์งานกราฟิกหนักได้ทันเวลา เราส่งงานไม่ทันและต้องกลับบ้านมือเปล่า



ข้อควรระวังที่ผมเจอมากับตัวและอยากแนะนำน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่ทำงานสายวิดีโอคือ ต้องเผื่อเวลาสำหรับการเรนเดอร์งานเสมอ และควรตรวจสอบสเปกคอมพิวเตอร์ให้พร้อมรองรับไฟล์ขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันปัญหาไฟล์ค้างหรือกระตุกในนาทีสุดท้ายที่อาจทำให้งานพังได้ครับ

การกลับมาของทีมใหม่และการเข้าค่ายอวกาศที่ศรีราชา

ความผิดหวังในวันนั้นไม่ได้ทำให้ไฟในใจมอดลง เมื่อขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม ครูที่ปรึกษาได้จุดไฟในใจพวกเราอีกครั้ง ทีมของเราลดขนาดลงเหลือเพียงหกคนและตั้งชื่อทีมใหม่ว่า SMOG เพื่อสื่อถึงปัญหามลพิษในภาคเหนือที่เราต้องการจะตีแผ่ ครั้งนี้ผมกลายเป็นกำลังหลักในการตัดต่อและการนำเสนอ เราทุ่มเทกันสุดตัวจนผ่านเข้ารอบได้อีกครั้ง และผมได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนไปเข้าค่ายอบรมที่ Space Krenovation Park ที่ศรีราชา การได้ไปเยือนสถานที่แห่งนั้นเหมือนการเปิดประตูสู่โลกใบใหม่ ผมได้เรียนรู้เทคนิคการใช้ Google Earth ขั้นสูง การสร้างมุมกล้องแบบภาพยนตร์ และการซ้อนเลเยอร์ข้อมูล ซึ่งเป็นเทคนิคระดับมืออาชีพที่หาเรียนจากห้องเรียนปกติไม่ได้เลยครับ



วินาทีแห่งความภาคภูมิใจกับรางวัลขวัญใจมหาชน

เมื่อกลับมาถึงเชียงใหม่ กิจวัตรประจำวันของพวกเราคือการหมกตัวอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์จนถึงสามทุ่มทุกคืน ผมซ้อมพรีเซนต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีคำว่าพลาดเกิดขึ้นอีก และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง บนเวทีรอบชิงชนะเลิศ ผมเล่าเรื่องปัญหาหมอกควันด้วยความรู้สึกที่กลั่นออกมาจากใจ ผสานกับสื่อที่เราตั้งใจทำอย่างประณีต เมื่อการนำเสนอจบลง เสียงประกาศจากพิธีกรก็ดังขึ้นว่า รางวัล Popular Vote ได้แก่ทีมเราครับ วินาทีนั้นเหมือนโลกหยุดหมุน มันคือเครื่องพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราพยายามสื่อออกไปเดินทางไปถึงใจของผู้รับสารจริงๆ



การแข่งขันทำสื่อภูมิศาสตร์มอบอะไรให้ผมมากกว่าแค่ถ้วยรางวัลครับ มันคือทักษะการตัดต่อวิดีโอที่กลายมาเป็นความสามารถติดตัว ทักษะการทำสื่อที่ทำให้ผมเข้าใจโลกมากขึ้น และความกล้าหาญในการพูดต่อหน้าสาธารณชน รวมถึงมิตรภาพที่ประเมินค่าไม่ได้ ทุกครั้งที่ผมย้อนกลับไปมองรูปถ่าย ผมเห็นร่องรอยของการเติบโตและช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตครับ ใครที่กำลังท้อแท้กับความล้มเหลว ผมอยากให้ลองลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกสักตั้งนะครับ แล้วทุกคนล่ะครับ เคยมีประสบการณ์ล้มแล้วลุกที่น่าจดจำแบบนี้บ้างไหม ลองคอมเมนต์มาพูดคุยแชร์ประสบการณ์กันด้านล่างได้เลยนะครับ หรือถ้าชอบบทความนี้ก็ฝากแชร์ต่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ



แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น